จาก “ภาพบนจอ” สู่ “พื้นที่ที่ตอบสนองคนดู” — และเข้าใจในระบบการทำงาน

ภาพรวม ระบบ อุปกรณ์ และตัวอย่าง

TouchDesigner
ลองทำด้วยตัวเองดูหน่อย

นำเสนอ แลกเปลี่ยน และสรุป
คำว่า Immersive ไม่มีนิยามเดียว แต่สามารถมองได้หลายมิติ — ลองคลิกแต่ละการ์ดเพื่อเปิดคำถามชวนคุย
👀สื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสหลายด้าน เช่น ภาพ เสียง แสง การสั่น หรือกลิ่น จนความสนใจถูกดึงเข้าไปในงาน
🧭พื้นที่รอบตัวกลายเป็นส่วนหนึ่งของสื่อ ผู้ชมไม่ได้มองเพียงกรอบจอ แต่รับรู้ภาพผ่านสเกล ระยะ และตำแหน่ง
🫳ระบบรับรู้การกระทำของผู้ชมและตอบกลับ ทำให้คนดูรู้สึกว่าตนเองมีผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
🧠ผู้ชมรู้สึกว่า “อยู่ในเหตุการณ์” จนลืมพื้นที่จริงชั่วขณะ แม้งานอาจไม่ได้ล้อมรอบทั้งหมด
✨เรื่องเล่า บรรยากาศ และอารมณ์ทำให้ผู้ชมเชื่อมโยงกับโลกของงาน ไม่ใช่เพียงเห็นเทคโนโลยีที่น่าตื่นตา
ในมุมมองของคุณ “Immersive” คืออะไร? เลือกมา 1–2 มิติที่สำคัญที่สุด และยกตัวอย่างงานหรือประสบการณ์ที่เคยเจอ

ถ้าเราเข้าไปอยู่ในห้องนี้ เราจะรู้สึกว่าเป็น นิทรรศการ, เวทีโชว์ หรือ โลกอีกใบ?
ใช้อาคารจริงเป็นทั้ง “ข้อจำกัด” และ “แรงบันดาลใจ” หน้าต่าง เสา ซุ้ม และผิวอาคารจะกลายเป็นภาษาของภาพโดยอัตโนมัติ


ข้อมูล เสียง การเคลื่อนไหว หรือค่าจากเซนเซอร์ สามารถสร้างภาพใหม่แบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ชมแต่ละรอบเจอประสบการณ์ไม่เหมือนกัน
ตำแหน่งคนเดิน, เสียง, มือ, ระยะ
คลื่นน้ำ, สี, particles, ความเร็ว, ทิศทาง
จากมุมมองนิเทศฯ งาน immersive ที่ดีไม่ได้เก่งแค่ “ภาพสวย” แต่เก่งที่ “แปลข้อมูลให้เป็นอารมณ์”
เล่าเรื่องประวัติศาสตร์หรือธรรมชาติให้เข้าใจง่ายขึ้น
เปิดตัวสินค้า, stage opener, live show, opening ceremony
ทำแบรนด์ให้จดจำและน่าแชร์บนโซเชียล
ใช้เพื่อทดลอง สาธิต หรือจำลองสถานการณ์

งาน installation แบบ audio-visual ที่ใช้ผนังกระจกทรงเรขาคณิตเรียงซ้ำแบบ tessellation ทำให้ภาพ แสง และเงาสะท้อนแตกตัวไปทั่วห้อง ผู้ชมจึงรู้สึกราวกับเดินอยู่ภายในอัญมณีที่เคลื่อนไหวได้

พื้นที่จัดแสดงนำปลาทองจริงมาเล่าเรื่องใหม่ผ่านตู้ปลารูปทรงต่าง ๆ แสง ดนตรี กลิ่น และการจัดวางที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น ทำให้ผู้ชมไม่ได้เพียง “ดูปลา” แต่เดินผ่านโลกที่มีบรรยากาศเฉพาะตัว



teamLab อธิบายพื้นที่นี้ว่าเป็นงานแบบ “body immersive” ซึ่งศิลปะไม่ได้เล่นเป็นวิดีโอที่บันทึกไว้ล่วงหน้า แต่ถูกสร้างขึ้นแบบเรียลไทม์ และเปลี่ยนไปจากการเคลื่อนไหวหรือการมีอยู่ของผู้ชม ทำให้เหตุการณ์เดิมไม่สามารถเกิดซ้ำในรูปแบบเดิมได้



พื้นที่ที่เต็มไปด้วยลูกแก้วเรืองแสงและผนังกระจก ทำให้ผู้ชมรู้สึกราวกับอยู่ในจักรวาลที่ไม่มีจุดสิ้นสุด งานประเภทนี้ใช้หลักง่าย ๆ คือ “วัตถุจริง + แสง + ภาพสะท้อน” แต่สร้างประสบการณ์เชิงพื้นที่ที่ทรงพลังมาก

โซนดอกไม้และพืชจริงที่ห้อยลงมาล้อมตัวผู้ชม แสดงให้เห็นว่าคำว่า immersive ไม่ได้อยู่ที่จอหรือโปรเจคเตอร์เท่านั้น แต่รวมถึงการจัดองค์ประกอบของ “ธรรมชาติจริง” ให้ผู้ชมรู้สึกเข้าไปอยู่ภายในงานโดยตรง

งานชิ้นนี้ย่อขนาดจักรวาลศิลปะให้อยู่บนโต๊ะชา ผู้ชมสัมผัสถ้วยหรือเคลื่อนย้ายภาชนะ แล้วภาพดอกไม้ ปลา หรือองค์ประกอบดิจิทัลจะเปลี่ยนไปตามการกระทำ กลายเป็น interaction ที่จับต้องได้และเข้าใจง่ายมาก



เมื่อนำงาน immersive ออกจากห้องดำไปสู่สวนหรือพื้นที่กลางแจ้ง การออกแบบต้องคิดใหม่ทั้งเรื่องแสงธรรมชาติ ระยะมอง การเดินชม และความสัมพันธ์กับภูมิทัศน์เดิม งานนี้ใช้วัตถุเรืองแสงเหมือนสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่ตอบสนองต่อผู้ชมและกันเองในพื้นที่

Sphere เป็นตัวอย่างสำคัญของ immersive ที่เกิดทั้งภายนอกและภายใน ด้านนอก อาคารทั้งลูกกลายเป็นสื่อที่มองเห็นได้ระดับเมือง ส่วนด้านในเป็นโรงละครจอโค้งมหึมาที่ห่อหุ้มสายตาผู้ชมเกือบทั้งหมด พร้อมระบบเสียงและเอฟเฟกต์ร่วม



Flying Theater รวมภาพขนาดใหญ่มากเข้ากับระบบที่นั่งเคลื่อนไหว เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังบินหรือเคลื่อนที่จริง เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ immersive ที่ใช้ทั้งภาพ มุมมอง การเคลื่อนไหวของร่างกาย และวิศวกรรมเครื่องกลทำงานร่วมกัน




ตรรกะ คำนวณระบบ และอ่านข้อมูลจากเซนเซอร์

สร้างและประมวลผลภาพแบบเรียลไทม์

HDMI, DisplayPort, USB, Network และ Audio
งาน Immersive ไม่ได้ต้องการเพียง “เครื่องแรงที่สุด” แต่ต้องเหมาะกับ Resolution, จำนวน Output และความซับซ้อนของภาพ
คม สว่าง ติดตั้งง่าย เหมาะกับระยะใกล้และงานที่อยากได้ภาพนิ่งคมชัด
ยืดหยุ่นเรื่องขนาดและพื้นผิว เหมาะกับ projection mapping และพื้นที่ทดลอง
สว่างมาก ต่อขนาดได้ เหมาะกับเวที งานอีเวนต์ และพื้นที่ที่มีแสงแวดล้อมสูง
เวลาเลือก Output ให้ดูทั้งความสว่าง ระยะมอง ขนาดพื้นที่ และความยืดหยุ่นในการติดตั้ง ไม่ใช่ดูแค่ภาพสวยอย่างเดียว
ภาพเกิดจากชั้น Liquid Crystal ส่วนคำว่า “LED TV” มักหมายถึงไฟ Backlight ที่เป็น LED
แต่ละพิกเซลเปล่งแสงเอง สีดำลึก คอนทราสต์สูง และมุมมองกว้าง
LED ขนาดจิ๋วระดับพิกเซล เปล่งแสงเองได้ ส่วน Mini LED ยังทำหน้าที่เป็น backlight
หลายคำในตลาดเรียกคล้ายกัน แต่จริง ๆ แล้วกำลังพูดถึง “คนละชั้นของเทคโนโลยี” บางคำบอกระบบสร้างภาพ บางคำบอกระบบส่องสว่าง
Pixel Pitch คือระยะจากจุดกึ่งกลางของ LED เม็ดหนึ่ง ไปยังเม็ดถัดไป วัดเป็นมิลลิเมตร — P10 คือห่างกัน 10 มม.
เม็ดห่างกัน 10 มม. ยืนใกล้จะเห็นเป็นจุด ๆ ต้องถอยออกไปราว 10 เมตร ภาพจึงกลืนเป็นภาพเดียว
ความหนาแน่นเพิ่มเป็น 4 เท่าของ P10 ในพื้นที่เท่ากัน ระยะยืนที่สบายตาลดเหลือราว 5 เมตร
เม็ดชิดจนแทบมองไม่เห็นช่องไฟ ยืนห่างเพียง 1.3 เมตรก็ยังเนียน แลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้นมาก
ตัวเลขลูเมนไม่ได้อ่านเดี่ยว ๆ ต้องอ่านคู่กับแสงในห้อง ห้องยิ่งสว่าง ภาพยิ่งจาง จึงต้องใช้ลูเมนสูงขึ้น
4K มีพิกเซลมากกว่า Full HD 4 เท่า — ระวังคำว่า “รองรับสัญญาณ 4K” เพราะเครื่องอาจรับได้แต่แสดงผลจริงต่ำกว่า
ภาพกว้างเท่ากัน แต่เลนส์ต่างกันทำให้ระยะติดตั้งต่างกันเกือบเท่าตัว วัดพื้นที่จริงก่อนเลือกเลนส์เสมอ
Lens Shift ขยับภาพโดยไม่แตะรูปทรง ส่วน Keystone บิดภาพด้วยซอฟต์แวร์ ควรใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย
ตรงกับพื้นที่ฉายจริง ใช้เมื่อเครื่อง render ไหว
ย่อลงให้ render ง่ายขึ้น อัตราส่วนยังเป็น 4.8 : 1
สำหรับ preview หรือเทสต์ระบบให้เร็ว
แก้ที่ต้นทางก่อนเสมอ ตำแหน่ง ระดับ และความสูงของเลนส์ ไม่มีอะไรมาชดเชยการวางที่ผิดได้ดีเท่าการวางให้ถูก
ขยับภาพด้วยชุดเลนส์ ภาพทั้งแผ่นเลื่อนไปพร้อมกัน ไม่มีการคำนวณพิกเซลใหม่ จึงไม่เสียความคมชัด
ทางเลือกสุดท้าย เพราะเป็นการบิดภาพด้วยซอฟต์แวร์ ฝั่งที่ถูกบีบจะสูญเสียรายละเอียดอย่างเห็นได้ชัด
ผนัง 3 ด้านคือ 3 พื้นผิวที่ต้องแมปแยกกัน — ลากมุม เพื่อดัดภาพให้เกาะผนัง หรือ กดกลางกรอบแล้วลากขึ้น-ลง เพื่อเลื่อนทั้งภาพ นี่คือหลักการของ Corner Pin / Quad Warping — เริ่มต้นภาพจะล้นออกนอกผนังเหมือนโปรเจคเตอร์จริงที่ยังไม่ได้ปรับ
ภายในชิปมีมวลเล็ก ๆ ที่ขยับตามแรงโน้มถ่วง → ระยะห่างของแผ่นเปลี่ยน ทำให้ค่าความจุไฟฟ้าเปลี่ยน → วงจรอ่านออกมาเป็นตัวเลข 3 แกน → ระบบคำนวณว่าเครื่องเอียงกี่องศา แล้วสั่งหมุนจอหรือนับก้าว
ตัวส่งยิงแสงอินฟราเรดออกไป → เจอวัตถุแล้วสะท้อนกลับ ตัวรับวัดเวลาหรือความเข้มที่กลับมา → แปลงเป็นระยะเป็นเซนติเมตร → ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ ระบบสั่งมอเตอร์เปิดประตู
แสงแดดตกกระทบโฟโตไดโอดในตัวเซนเซอร์ แล้วถูกเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้า → แดดแรงกระแสมาก → แปลงเป็นค่า lux → เมื่อค่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ระบบสั่งจ่ายไฟให้หลอดติดเองโดยไม่ต้องมีคนกด
คลื่นเสียงสั่นแผ่นไดอะแฟรม → การสั่นถูกแปลงเป็นแรงดันไฟฟ้าขึ้นลง → สุ่มค่าเป็นตัวเลขนับหมื่นครั้งต่อวินาที → แยกออกเป็นความดังและย่านความถี่ แล้วส่งไปขับพารามิเตอร์ของภาพ
เลื่อนเมาส์บนภาพเพื่อขยับสิ่งที่อยู่หน้ากล้อง — ฝั่งขวาคือสิ่งที่อัลกอริทึมสรุปได้จากภาพฝั่งซ้าย
กวาดลำเลเซอร์ จับเวลาที่แสงสะท้อนกลับในแต่ละมุม แล้วเก็บเป็นจุดทีละจุดจนได้รูปร่าง
สแกนทุก 0.25° ที่ระยะ 5 ม. → จุดข้างกันห่างกัน 5 × (0.25 × π/180) = 2.18 ซม.
ส่งคลื่นวิทยุออกไปเป็นชุด แล้ววัดว่าคลื่นใช้เวลาไป-กลับนานเท่าไร ระยะ = ความเร็วคลื่น × เวลา ÷ 2
ใช้กล้องสองตัวห่างกันคงที่ วัตถุจะปรากฏคนละตำแหน่งในสองภาพ ความต่างนั้นบอกระยะได้


3
4
5
7
8
10
ลองทายก่อนว่าอุปกรณ์แต่ละชิ้นใช้เซนเซอร์อะไรทำงาน — คลิกที่การ์ด เพื่อพลิกดูเฉลย
สร้างภาพขึ้นสด ๆ จากโหนดหรือโค้ด และข้อมูลจากเซนเซอร์ — ภาพเปลี่ยนตามผู้ชมได้
ดัดภาพให้เกาะรูปทรงของสถานที่ ตัดขอบ ผสมรอยต่อ แล้วส่งออกหลายเครื่องพร้อมกัน
เล่นสื่อเป็นเลเยอร์ ไทม์ไลน์ สั่งคิว คุมหลายจอหลายเครื่องพร้อมกันระหว่างการแสดง
แนวคิดเดียวกันนี้สามารถเปลี่ยน Input จากเมาส์เป็นกล้อง, LiDAR, OSC, MIDI หรือข้อมูลออนไลน์
ถ้ายังไม่ได้เปิด TouchDesigner จริง ใช้สไลด์นี้แทนได้ — logic เดียวกันเป๊ะ: รับตำแหน่ง Input แล้ววาดภาพ Output แบบเรียลไทม์ ปล่อยมือไว้เฉย ๆ ระบบจะวิ่งเองเป็นวงรี
นี่คือระบบเดียวกับสไลด์ 39–40 ทุกอย่าง ต่างกันแค่ Input — เปลี่ยนจากเมาส์เป็นร่างกายจริงที่กล้องมองเห็น ส่วน Process กับ Output เหมือนเดิมทั้งหมด
Speech-to-Text คือเซนเซอร์อีกชนิดหนึ่ง — เสียง → ข้อความ → วัตถุที่มีมวลและแรงโน้มถ่วง เปลี่ยนต้นทางเป็นกล้อง เซนเซอร์ระยะ หรือข้อมูลออนไลน์ ก็ใช้โครงเดียวกันนี้ได้ทั้งหมด
ถามเรื่องอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ วิธีเริ่มต้น หรือไอเดียโปรเจกต์ได้เลย — และอย่าลืมว่าเริ่มจากผนังบ้านตัวเองก็ได้
INTRODUCTION TO INTERACTIVE DESIGN
เป็น session ที่จะเริ่มต้นการใช้โปรแกรม TouchDesigner ให้นักศึกษาเห็นตั้งแต่หน้าจอเปล่า ๆ จนได้ภาพที่ตอบสนองได้จริง แล้วนำไปต่อยอดทำเองต่อได้